การทำสมาธิเบื้องต้น อิริยาบถ 4

ยืน
ท่ายืนเราไม่ให้เคลื่อนไหวแขน ทั้งนี้โดยจุดมุ่งหมายให้จิตนิ่ง จึงให้มือขวาจับมือซ้ายแล้ววางไว้ที่หน้าท้องและไม่กดดันอะไรทั้งสิ้น เมื่อยืนครั้งแรกให้ลืมตามองไปโดยรอบพอสมควร #กำหนดจิต ตั้งอยู่ที่หน้าผาก แล้วหลับตาทำจิตให้นิ่ง นึกมองลงไปที่พื้นดินมองไปโดนรอบให้เห็นแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล จากนั้นให้ตะล่มจิตย่อเข้ามาแล้วกำหนดดูความตายของมนุษย์ทั่วไปโดยรอบ จะเห็นเป็นกระดูกท่อนน้อยใหญ่เรี่ยราดไปทั่วบริเวณ แล้วย้อนมาดูตัวเราที่ยืนอยู่ เมื่อเราตายก็เป็นเช่นเดียวกัน แล้วบริกรรมพุทโธๆ อยู่ในใจ ยืนพอควรแล้วลืมตา #เดินจงกรม
เดิน
#การเดินสมาธิ หรือที่เรียกว่าเดินจงกรม เป็นอีกอิริยาบทหนึ่งของการทำสมาธิโดนการเดินตามปกติให้กำหนดเอาว่ายาวเท่าไร อาจจะเป็น 5 เมตร 10 เมตร หรือ ยาวกว่านั้นก็ได้ อิริยาบทนี้ก็เช่นกัน ไม่ให้แขนของเราเคลื่อนไหว ทั้วนี้เพื่อไม่ให้รบกวนความสงบ ให้เอามือขวาจับมือซ้ายทับไว้ที่หน้าท้อง เดินไป-เดินกลับตามความเยาวที่กำหนด เวลากำหนดจิตนั้นพอปรากฎว่าจะได้ที่ หมายความว่าควรจะได้เดินจงกรมให้เป็นการต่อเนื่องประมาณ 30 นาที ก่อนนั่งสมาธิ ลักษณะนี้จะทำให้การนั่งสมาธิเกิดผลเป็นการต่อเนื่องสำหรับการเดินถือว่าเป็นอิริยาบทสำคัญส่วนหนึ่ง เพราะเป็นการทำให้เกิดสุขภาพกายและสุขภาพใจ ร่างกายถ้าเกิดความไม่โปร่งใสก็จะสะเทือนถึงใจเหมือนกัน การเดินจึงทำให้เกิดความไหลเวียนของโลหิตและย่อยอาหารและขยายกล้ามเนื้อเส้นเอ็น เท่ากับได้บริหารร่างกายทุกส่วน
นั่ง
นั่งเป็นอริยาบทหลักคือ #การนั่งสมาธิ เพราะเป็นอริยาบทที่เหมาะ รวมความว่าการนั่งเป็นอิริยาบทที่ให้ความสำเร็จได้มากกว่าอิริยาบทอื่น จึงจำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียดแม้ว่าอิริยาบทนี้แทบจะไม่ต้องศึกษาเลยเพราะเป็นที่รู้ๆกันอยู่
โดยส่วนมากหรือถือว่าพอดีและถูกต้องก็คือ การนั่งแบบที่พระพุทธเจ้าได้สำเร็จคือนั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาหงายทับมือซ้ายวางบนหน้าตัก ตั้งกายให้ตรง แล้วหลับตาแต่พอดี การนั่งเช่นนี้เป็นท่าที่นั่งได้นานถือได้ว่าเป็นแบบอย่าง
แต่อย่างไรก็ตามสำคัญอยู่ที่ "ใจ" เพราะไม่ว่าจะอยู่อิริยาบทใดถ้าใจไม่นิ่งก็ใช้ไม่ได้ ถ้าใจนิ่งก็ถือว่าใช้ได้เพราะว่าเวลาที่กำหนดจิตนั้น ร่างกายมีความหมายมาก ขณะที่เกิดความนิ่งว่างกายจะนิ่งด้วย ดังนั้นการนั่งหรืออิริยาบทนั่งจึงทำให้เกิดความนิ่งในทางกำหนดใจได้ดี การที่จะทรมาณกายให้ลำบากเพื่อเป็นการบังคับใจให้อยู่นั้นเป็นการบังคับภายนอก จึงไม่ใช่ความนิ่งที่เป็นผลจริง การกระทำเช่นนี้เพระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมาแล้ว เช่น ทรงทรมาณกายโดบอดพระกระยาหารเป็นต้น จนเกิดทุกขเวทนาทางกายอย่างมาก แม้จะเป็นเวลาอันยาวนาน แต่ก็เพียงเห็นทุกขภายนอกเท่านั้น ไม่สามารถจะเป็นหลักมรการทำจิตให้เกิดพลังสูงได้ พระพุทธเจ้าจึงมาเสวยพระกระยาหารดังเดิม จนร่างกายมีความสมบรูณ์ไม่กระทบกระทั้งทางกายก็มีผลไปถึงจิตใจหมายความว่า กายและใจสมดุลกันจึงก่อให้เกิดความสำเร็จ อันนี้จะต้องเป็นตัวอย่างแห่งการดำเนินจิตให้เป็นสมาธิได้ จึงต้องใช้ความพอดีเป็นหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้ร่างกายผิดปกติทุพพลภาพด้วยการสนใจ #นั่งสมาธิ จึงต้องใช้อิริยาบททุกๆ อิริยาบทเพื่อให้ร่างกายไม่ผิดปกติ
ด้วยเหตุนี้ อิริยาบทนั่งจึงเป็นการนิ่งของร่างกาย เป็นเหตุให้จิตสงบได้นาน การนั่งแบบต่างๆเช่น #นั่งเก้าอี้ #นั่งพับเพียบ #นั่งทอดกาย #นั่งขัดสมาธิ
การนั่ง 3 แบบแรกจะเป็นการเปลี่ยนอิริยาบทก็เป็นการทำที่ยังไม่เป็นหลัก แต่ก็ทำได้ การทำเป็นหลักคือการนั่งขัดสมาธิ เพราะเป็นอิริยาบทแห่งความเพียรที่จะเป็นการเป็นงานเนื่องจากเป็นอิริยาบทที่เป็นผลแก่ผู้ที่ได้ญาณ ได้ฌาณ และ มรรคผลมาแล้ว
นอน
อิริยาบทนี้เป็นอิริยาบทหนึ่งที่ทำให้เกิดสมาธิได้ โดยนอนตะแคงขวข้างขวาหรือสีหไสยาสน์ เรื่อง #การนอน นั้นเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ เพราะเป็นอิริยาบทต้องเป็นไปตามธรรมชาติมิฉะนั้นจะเป็นมนุษย์ตามปกติไม่ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บำเพ็ญสมาธิจึงทำให้เป็นการเป็นงานเสีย โดยกำหนดจิตเช่นกันกับ #นั่งสมาธิ จนกว่าจะหลับไปอิริยาบทนี้มีพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งคือ พระอานนท์ ซึ่งได้รับพยากรณ์ว่าวันที่คณะสงฆ์จัดทำสังคายนานพระธรรมวินัย พระอานนท์จะได้สำเร็จพระอรหันต์ ดังนั้น พอถึงวันนั้นพระอานนท์ทั้งยืน - เดินจงกรม นั่งสมาธิตลอดคืน ปรากกฏว่าพระอานนท์ไม่ได้สำเร็จอะไรเลยพระอานนท์จึงดำริว่าตงจะไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์เสียแน่แล้ว ท่านจึงเอนหลังลงนอนขณะที่ศรีษะกำลังจะถึง #หมอน นั่นเอง ท่านก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ ข้อนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ว่าอิริยาบทนอนเป็นอิริบาบทที่มีความสำคัญเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าผู้จะเป็นเช่นนี้ก็คงมีน้อย อย่างไรก็ตามเราควรจะศึกษาถึงสมาธิในอริยาบทนอนไว้ก็เป็นผลแก่ตนพอสมควร
เวลานอนเราก็หลับตา การหลับตาคือมองไม่เห็นสิ่งใดๆเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะกำหนดเหลือแต่ใจ ขณะนั้นอาจจะมีอารณ์ต่างๆ เราก็กำหนดรู้อยู่ในกายเราอาจจะนึกไปรอบๆกายโดยไม่ให้นึกไกลกว่ากาย ทำความนิ่งของกายโดยไม่พลิกไปพลิกมาชั่วระยะเวลาไม่นานจิตจะเข้าสู่ภังค์แล้วหลับไป ในการนอนนั้นหากทำให้เกิดความชำนาญในวิธีกำหนดจิต ซึ่งเป็นจังหวะการวางจิตอย่างไร มีลักษณะไหนแล้วให้จดจำใว้ไให้ดี แต่ละครั้งเวลานอนก็ให้กำหนดเช่นนั้นอันนี้จะทำให้เกิดความชำนาญ หากพยายามให้ดีๆแล้ว การเข้าสู่ภวังค์ของจิตจะทำได้โดยง่าย ทำให้การนอนหลับมีความง่ายเป็นประโยชน์ทั้งกายและใจ เนื่องจากการทำสมาธิเวลานอนอันนี้ เป็นความพอดีของการวางท่าทางของการนอน แม้จะมิใช่ตะแคงข้างขวาอาจจะเป็นอย่างไรก็ย่อมได้ แต่ต้องใช้ให้พอเหมาะจนเกิดความชำนาญ การจะชำนาญได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นทำได้หลยครั้งหลายหน เพราะว่ากายกับใจขณะนอนเป็นเวลาที่ต้องการพักผ่อนเป็นธรรมชาติจะช่วยกันและกัน
สรุป
การทำสมาธิด้วยอิริยาบททั้ง 4 นั้น โดยจุดมุ่งหมายต้องการเปลี่ยนอิริยาบทเป็นการออกกำลังกาย เพื่อให้เป็นการเกิดสุขภาพกายและสุขภาพใจ ดังพระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสว่า อกาลิโก แปลว่า ไม่เลือกกาลเลือกเวลา ประกอบกับร่างกายของมนุษย์นั้นต้องใช้อริยาบาทั้ง 4 เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเราจะต้องทราบความมุ่งหมาย เพื่อจะให้เกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังผลสมาธิอย่างจริงจังเปรียบบุคลผู้หาเงิน หาเป็นผลประโยชน์ขึ้นมาแล้วเขาจะไม่หยุดยั้งให้เสียเวลาเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นขณะใดเมื่อไร สมาธิก็เช่นเดียวกันเมื่อผลบางอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ต้องติดตามผลนั้นในกาลทุกเมื่อ
เพราะฉะนั้นร่างกายคือผู้ประสานงานจิต ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กันตลอดเวลาของความมีชีวิต หายจะมีเฉพาะกายก็ไม่ได้ จะมีเฉพาะจิตก็ไม่ได้ จำเป็นต้องมีทั้ง 2 คือ กายกับใจ การทำสมาธิจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะต้องทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ ทั้งนี้เพื่อให้บังเกิดความสงบอันเป็นประโยชน์ต่อความสำคัญ คือกายกับใจ การศึกษาสมาธิจึงต้องเริ่มต้นจากคำว่า อิริยาบท 4 ประการ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เพราะอิริยาบท 4 ประการนี้มีความสำคัญต่อกายเป็นอย่างยิ่ง หากอิริยาบทเหล่านี้ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งจะถือว่าเป็นคนพิการทันที และจะกระทบไปถึงใจด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นของผู้ฝึกสมาธิจะต้องศึกษา และเข้าใจในอิริยาบทว่าจะทำอย่างไร จึงจะเกิดความสมดุลระหว่าง อิริยาบท กับ สมาธิ
การเปลี่ยนอิริยาบทนั้นขึ้นอยู่กับความหมายเหมาะสมในแต่ละชุมชน จึงต้องให้อิริยาบทคล้อยตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ขัดต่อร่างกาย เริ่มต้นด้สยการนั่ว โดยเฉพาะ #การนั่งขัดสมาธิ ซึ่งตลอดมาถือเอาว่าการนั่งขัดสมาธินั้นเป็นระบบมาจรฐานตลอดมา จนเชื่อว่าถ้าไม่นั่งขัดสมาธิถือว่าไม่ได้นั่งสมาธิ ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ที่จริงการนั่งสมาธิถือว่าเป็นอิริยาบทหนึ่งจะนั่งอย่างไรก็ได้ เช่น #นั่งเก้าอี้ นั่งกับพื้น เพียงแต่บริกรรมก็เป็นสมาธิแล้ว การยืนอย่างที่ยืนเฉยโดยบริกรรมก็ถือว่าเป็นสมาธิ เขาเดินจงกรมและบริกรรมก็ถือว่าเดิมสมาธิ หรือ ถ้านอนนึกพุธโธก็ถือว่านอนสมาธิดังนี้เป็นต้น
ความหมายก็คือว่า การทำสมาธิด้วยอิริยาบทต่างๆนั้น มีจุดประสงค์ที่จะให้ร่างกายและจิตใจไม่ขัดกัน เพื่อประสงค์จะให้มีสมาธิทุกๆอิริยาบท ด้วยเหตุว่า ถ้าผู้ทำสมาธิเกิดความสบายมา เอาแต่นั่งอย่างเดียวจะทำให้ร่างกายทุพพลภาพได้ อาจจะเดินอย่างเดียวก็ไม่ได้ นอนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ยืนอย่างเดียวก็ไม่ได้ มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนอิริยาบทไปตามกาลอันเหมาะสมแต่ไม่ว่าตะเป็นอิรยาบทใดก็ล้วนทำสมาธิได้ทั้งสิ้น
อิริยาบทหลักของสมาธิคือนั่งและเดิน ทั้งสองอิริยาบทจะมีการผลัดเปล่ยนกันชื่อว่าเดินจงกรม - นั่งสมาธิ ทั้งนี้เพื่อเป็นการบริหารร่างกายไปในตัว เป็นอันว่าจะทำกี่วัน-กี่เดือน-กี่ปีก็ได้ การเดินจงกรมและนั่งสมาธิจะทำให้ร่างกายมีการปรับสมดุลกัน
สมาธิเป็นพื้นฐานของจิตจึงต้องมีไว้ในทุกอิริยาบทดังกล่าวมา จึงดูประหนึ่งว่าจะเป็นเรื่องวิตกกังวลที่จ้องจรดจดจ่อคอยระวัง หรือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความท้อใจในอันที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลาก็ขอกล่าวว่ามิใช่เช่นนั้น แต่กลับจะเป็นการตัดความกังวลด้วยซ้ำไป เพราะสมาธิจะเป็นเป็นไปอัตโนมัตในตัวของมันเองในอริยาบททั้งหลายจึงใคร่ขอเปรียบเทียบสักอย่างเช่นการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ชีวิตมนุษย์ต้องการ และก็ต้องรับประทานกันทุกวัน วันละหลายครั้งแต่ถ้าจะคิดเป็นเรื่องกังวลเพราะวุ่นวายกับอาหารการกิน เมื่อเคยชินแล้วแม้จะวุ่นวายก็ไม่กังวล กลับชอบพอใจที่จะรับประทาน สมาธินั้นแม้จะกังวลบ้างแต่มันเป็นอาหารใจ เมื่อเกิดความต้องการ ก็ต้องใช้อริยาบทประคับประคองให้เป็นไปตามสมควร อาหารกายบำรุ่งกาย อาหารใจบำรุงใจ นี้คือความสมดุลของมนุษย์
ความจริงอิริยาบทไม่น่าที่จะต้องทราบนักก็ได้ แต่ใคร่ครวญให้ลึกซึ้งด้วยความจริง ก็ควรจะต้องทราบความละเอียดไว้ เพื่อเป็นแนวทาง เนื่องจากเป็นการกล่าวถึงวิธีการทำสมาธิ ไม่ใช้ศึกษาเพียงลักษณะสมาธิเฉพาะตัว มีความจำเป็นจะต้องทราบ การที่รางกายจะประสานกับใจเป็นตัวตั้ง การบริหารร่างกายเพื่อก้าวสู่สมาธิ คือการทำอิริยาบทให้ถูกต้องนั่นเอง การนั่งขัดสมาธิคือการดำเนินงานเพื่อประสานร่างกายเข้าสู่สมาธิในระดับหนึ่ง เพราะวิธีนี้จะทำให้ความสงบตั้งอยู่ได้นาน เมื่อความสงบเกิด ความรู้สึกปวดเมื่อยจะหายไป จะนั่งนานเท่าไหร่ก็ได้แต่ต้องเปลี่ยนอิริยาบท เพราะถ้าใช้การนั่งนานเกินไปแทนที่จะได้นั่งสมาธิมากขึ้นแต่กายกลับพิการก็ถือว่าเป็นผู้ประสานกายสู่สมาธิผิดพลาด ด้วยเหตุดังกล่าว อริยาบทจึงมีความสำคัญระดับหนึ่งที่นักปฎิบัตสมาธิจะพีงศึกษาให้รอบคอบ
เราเคยได้ยินว่า คณะโยคีบางจำพวกเขาทรมานร่างกายเพื่อหวังบรรลุ ไม่นอนจนพิการหรือยกแขนข้างเดียวไม่วางลงจนพิการ หรือใช้การอดอาหารจนพิการเป็นต้นทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่บรรลุ แล้วยังทำให้ร่างกายพิการ ถึงจะทำสมาธิต่อไปก็หมดโอกาส ทั้งนี้เพราะผู้นั้นๆประสานร่างกายสู่สมาธิผิดพลาด โดยการบริการร่างกายไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะเรื่องของอิริยาบทนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาเรื่องอิริยาบทต่างๆแล้วก็จะไม่เกิดการผิดพลาดขึ้น เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากอิริยาบทนี้เป็นเรื่องตื้นแท้ๆ แต่เกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย
Cr.http://lantham.exteen.com/20110125/entry-1
