
คำถามจากคุณ : sung [ 19 ต.ค. 2544 ]
นั่งสมาธิแบบไม่มีครู มีโทษหรือไม่ ปกติจะนั่งแบบไปเรื่อย ๆ สังเกตดูตัวเอง ถ้ารู้สึกดีจะกำหนดใจไปตามนั้น ถ้าไม่ดีจะเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่เคยหยุดที่วิธีใดวิธีหนึ่ง เคยกำหนดจุดเพ่งที่จุดเดียว ๆ (ตรงไหนก็ได้ในกาย) ปรากฎว่าทำแล้วอารมณ์รุนแรงโมโหง่ายมาก เลยเลิกนั่งไปเลย แล้วกลับมานั่งใหม่ใช้กำหนด #ลมหายใจ ซึ่งปกติจะกำหนดแป๊บเดียว ลมหายใจจะจับไม่ค่อยได้ จากนั้นจะกำหนดการได้ยินที่เสียง (ชอบนั่งสมาธิในที่ที่มีเสียงดัง เพราะใช้เสียงเป็นตัวกำหนด) แล้วก็เปลี่ยนไปอีกคือ กำหนดความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกาย สรุปคือไม่เคยใช้วิธีไหนแน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่ตนเจอตลอดค่ะ คุณดังตฤณช่วยแนะนำด้วยว่าการนั่งแบบนี้มีโทษอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

มีครับ แจกแจงเป็นข้อๆ เท่าที่จะนึกได้เช่น - ไม่รู้ว่ากำลังดำเนินจิตถูกหรือผิด แค่ออกจากจุดสตาร์ทผิดนิดเดียว ก็น่าเป็นห่วงแล้ว เพราะบางคนนั้น #จิต มีกำลังมาก แต่เริ่มเพ่งแบบผิดๆ ก็กลายเป็นการออกเดินทางเข้าสู่ทิศทางเสื่อม หรือทิศแห่งความล้มเหลว บางคนเริ่มถูกแล้ว ทำได้สบายๆ ทำได้ดีๆ แต่ถูกคนรอบข้างสะกิดนิดเดียว หรือกระโดดไปศึกษา สำนักโน้นที สำนักนี้ที ก็เปลี่ยนมาเป็นผิดพลาด ด้วยความเข้าใจว่า ของที่ถูก จะต้องมีลักษณะ ตามเขาว่ากัน หรือตามคนหมู่มากเชื่อกัน
- ไม่รู้ว่าถ้าดำเนินถูกแล้ว จะปรับปรุงให้พัฒนาต่อไปได้อย่างไร บางทีน่าเสียดาย หลายคนหยุดเสียกลางคัน เพราะเห็นว่าไม่รู้จะเอาสมาธิที่เกิดขึ้นไปใช้อประโยชน์ท่าไหน และนี่เอง มักเป็นที่มาในการกล่าวของ #นักศึกษาธรรม ว่า #ทำสมาธิ ไม่มีประโยชน์ หรือทำไปแล้ว เสี่ยงกับการเสพติดใน #สมาธิ หรือแม้ไม่เสพติด พอพัฒนาขึ้นเองจากนิสัย และวาสนาเก่า ขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง ก็นำมาเชื่อมโยงกับงาน #วิปัสสนา ไม่ได้ หรือพอเอามาโยง ก็เพียงใช้กำลัง แบบขี่ช้างจับตั๊กแตน คือเอาของละเอียดมาดูของหยาบ ขาดความเข้าใจ เกี่ยวกับการประยุกต์ สภาวจิตต่างๆ ให้เข้ากับข้อธรรมที่เหมาะสม แทนที่จะรวบรัดเข้าสู่เป้าหมาย ของการปฏิบัติ เพื่อการลดละปล่อยวาง กลับกลายเป็นอาศัยกำลังจิตที่เกิด ไปผูกยึดอยู่กับแนวทางปฏิบัติตายตัว แบบตามๆ กัน ปฏิรูปเป็นทิฏฐิอันเข้าข่ายสีลัพพตปรามาสได้อย่างหนึ่ง
- ไม่รู้ว่าถ้าดำเนินผิด จะแก้ไขให้เป็นถูกได้อย่างไร บางคนยิ่งเพียรมาก ก็ยิ่งกลายเป็น เครียดมาก บางคนทำในลักษณะบีบบังคับตัวเอง เกิดความปวดร้าวตามสรรพางค์กาย แต่อะไรดลใจก็ไม่ทราบ ไปหลงนึกว่านั่นเป็นฌานบ้าง ตนสำเร็จวิปัสสนาญาณขั้นนั้นขั้นนี้บ้าง และธรรมดาคนเราถ้าหากปฏิบัติมานานเข้า ผลเสียไม่ปรากฏในส่วนใหญ่ ก็เท่ากับเอาเวลาสร้างกำแพงขังตัวเองแบบเก็บเล็กประสมน้อย กลายเป็นกำแพงเหล็ก 7 ชั้น ป้องกันคนอื่นไม่ให้เข้าถึงตัว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าใครอธิบายต่างจากตน ก็จะถูกเหมาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือตู่ว่าที่เขาทำอยู่เป็นมิจฉาสมาธิไป อย่างไรก็ตาม ทั้งสามข้อข้างต้นยังเป็นโทษน้อยกว่าการมีครูผู้ชี้ทางผิด การมีครูผิดนั้น จาระไนโทษกันไม่หวาดไม่ไหว บางทีเราอาจจะต้องพิจารณาคุณของการไม่มีครูเช่นกัน อย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่าไม่มีใครมาชี้นำเราไปลงเหวแน่ๆ
ในกรณีหลังนี้ พิจารณาแล้ว หากเราเองสร้างภูมิคุ้มกันไว้ก็จะดีครับ คือศึกษาธรรมะ เชิงปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้ามากๆ เชื่อไว้ก่อนว่าคนถูกที่สุด ครูดีที่สุดคือพระพุทธเจ้า ซึ่งเคยมีตัวตน มีเลือดเนื้อ มีเสียงพูดในยุคหนึ่ง ซึ่งกว่าสองพันปีแล้วยังมีคนดีๆ มากมาย ให้ความเคารพเชื่อถือ คำสอนของท่านอยู่ ก็แปลว่าต้องมีดีจริง รู้ดีกว่าคนอื่นจริง เพราะครูบาอาจารย์ไหนๆ ก็เอาตามอย่างท่านกันทั้งนั้น เมื่อศึกษาจนรู้แนวดีพอ ก็ค่อยเทียบดูกับครูต่างๆ ว่าสอนได้ลงรอยเดียวกัน กับ #พระพุทธเจ้า ไหม แม้ว่าจุดมุ่งหมายหลักของเรา จะเพียงแค่ #ทำสมาธิ ให้ได้ดี ก็ต้องเทียบว่า สมาธิแบบของ #พระพุทธเจ้า นั้น มาตรฐานอยู่ตรงไหน (เช่นในมรรค 8 ระบุว่าเป็นฌานทั้ง 4) สภาวะ ลักษณะของจิตเป็นอย่างไร (เช่นในสูตรต่างๆ โดยมากระบุว่ามีลักษณะตั้งมั่น ผ่องใส อ่อนควรแก่งาน)
ยิ่งถ้าเป้าหมายของ #การทำสมาธิ ของเราเป็นไปเพื่องานระดับสูงสุดของ #พุทธศาสนา ก็ยิ่งต้องดูว่า #พระพุทธองค์ ตรัสเรื่องการรู้ การดู การฝึกจิตให้มีมุมมองต่อกายใจอย่างไร (เช่นเห็นเป็นขันธ์ 5 อายตนะ 6 ธาตุ 6 ธาตุ 18 ฯลฯ ผ่านการรู้มาตามลำดับ จากหยาบ มาหาละเอียด เท่าที่จะเหมาะสมแก่ผู้เริ่มต้น คือ #กาย #เวทนา #จิต แล้วจึงยกขึ้นสู่ธรรมต่างๆ ดังกล่าว)
เท่านี้ก็เป็นประกันได้ว่าถ้าไปเจอครูที่สอนนอกรอย หรือสอนแบบคิดเอาเอง ก็จะได้ปลีกตัวออกห่างเสียทัน เรื่องทางธรรมนั้น ต่อให้เคยเก่ง เคยฉลาดมาขนาดไหน ก็ไม่มีทางทราบได้ว่าเราหลงไปแล้วหรือเปล่า ตราบใดที่ไม่มีเกณฑ์วัดอันเชื่อถือได้ เช่นคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธองค์ที่สืบทอดผ่าน #พระไตรปิฎก มา
ถ้ารู้สึกดีจะกำหนดใจไปตามนั้น ถ้าไม่ดีจะเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่เคยหยุดที่วิธีใดวิธีหนึ่ง
อันนี้ต้องแยกให้ออก ว่าเรากำลังพูดถึงขั้นตอนไหน ถ้าในขั้นของการหา #กรรมฐาน ที่เหมาะสมกับตนเอง ก็อาจถูกต้องแล้วที่ควรเปลี่ยนไปบ้าง เพราะแม้แต่ครูบาอาจารย์เก่งๆ นั้น บางทีถ้าดูจิตลูกศิษย์ไม่ออกจริงๆ ก็อาจให้คำแนะนำ หรือมอบหมาย #กรรมฐาน ที่ไม่สมตัวมาให้ ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่ได้ผลสักที แม้ผ่านไปกี่ปีก็ตาม มีแต่ #พระพุทธเจ้า ที่รู้เที่ยง รู้ตรง มอบ #กรรมฐาน ให้ #พระสาวก ไม่ผิดเลย พ้นจากนั้น แม้อาจารย์จะให้กรรมฐานลูกศิษย์ถูกต้องตรงจริต 99 คน ก็อาจให้ #กรรมฐาน ผิดไป 1 คน นี่เป็นเรื่องธรรมดา จะไปโทษอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์ ที่มีคุณสมบัติ พอจะให้ #กรรมฐาน ตามจริตนิสัยนั้น โดยตัวท่านเองต้องรู้จัก #กรรมฐาน ทั้งหลาย ครอบคลุม หรือมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กับทั้งรู้วาระจิต รู้จักจริตนิสัยผู้คน หรือให้ดียิ่งกว่านั้น คือรู้จักสติปัฏฐาน 4 ทุกหมวด ทุกบรรพ ซึ่งขืนเราคาดหวังว่า จะต้องได้อาจารย์ดีขนาดนั้น คงอาจต้องรอไปหลายชาติ หลักฐานใน #พระไตรปิฎก ก็แจ้งอยู่ ที่แม้ #พระอรหันต์ ท่านก็สอนลูกศิษย์ผิดจากจริต จนท่านเองท้อ และนึกว่าลูกศิษย์ (ซึ่งเป็นน้องตัวเอง) ไม่มีบุญวาสนาพอจะคู่ควรกับ #มรรคผล เสียแล้ว ถึงกับไล่ให้สึกก็มี หรือกระทั่ง #พระพุทธเจ้า สอน #พระราหุล อย่างหนึ่งตอนเช้า ตกเย็น #พระสารีบุตร มาสอนอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ก็มีให้เห็นกัน
เพราะฉะนั้น เมื่อทำ #กรรมฐาน กองไหนไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งทึกทักว่าเราไม่เหมาะกับกองนั้น หรือด่วนกระโดดไปหา #กรรมฐาน กองอื่นทันใด เพราะอาจกลายเป็นจับจด และทำจิตให้ตั้งมั่นจริงจัง ไม่สำเร็จสักที
ต้องแม่นเกี่ยวกับเป้าหมายของ #การทำสมาธิ ว่าคือเราปรารถนาจิตที่ตั้งมั่น ผ่องใส มีความเป็นกลาง อ่อนควรต่องาน (ซึ่งงานในที่นี้ควรจะเป็นงาน #วิปัสสนา อย่างที่สุด) เมื่อเลือก #กรรมฐาน แล้ว ก็ควรจะอยู่กับ #กรรมฐาน นั้นไปเรื่อยๆ ก่อน เช่นจะทำอานาปานสติ ก็ทำเรื่อยๆ (ด้วยวิธีที่แน่ใจว่า #พระพุทธเจ้าสอน ) จนกระทั่งเกิดความตั้งมั่นขึ้นมาระดับหนึ่ง จิตไม่ไหวไกว ไม่วอกแวกง่ายๆ เหมือนเมื่อสมัยยังฟุ้งไปเรื่อย
สรุปคือในข้อคำถามนี้ อย่าไปดูว่าทำอะไรแล้วสบายหรือไม่สบายอย่างเดียว มาตรวัดที่ดี คือเมื่อทำเรื่อยๆ ถึงที่สุดแล้ว #จิตใจ เรามั่นคงอยู่กับ #กรรมฐาน นั้นๆ หรือไม่ การได้ตัวอย่างจิตที่มั่นคง จาก #กรรมฐาน หนึ่งๆ จะทำให้เราสามารถเรียน #กรรมฐาน อื่นเพิ่มเติมได้ง่าย และปราศจากโทษ
อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งข้อแม้ไว้ด้วย ว่าทู่ซี้อย่างไรก็ไม่พัฒนาขึ้นมา อันนี้ก็ต้องสำรวจให้ชัด ว่าเป็นเพราะดำเนินจิตผิด หรือว่า #กรรมฐาน นั้นๆ ไม่เหมาะกับเราจริงๆ
เคยกำหนดจุดเพ่งที่จุดเดียว ๆ (ตรงไหนก็ได้ในกาย) ปรากฎว่าทำแล้ว อารมณ์รุนแรงโมโหง่ายมาก แสดงให้เห็นถึงอาการเพ่งแรง บังคับใจตัวเองให้อึดอัดอยู่กับจุดแคบๆ ลองมองโต๊ะ มองผนัง จำความรู้สึกว่าเราดูเฉยๆ ด้วยใจเปล่าๆ อย่างไร ก็ลองมองกาย มองเวทนา มองจิต ด้วยอาการโปร่งๆ แบบเดียวกันนั้น
ที่สำคัญ อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเอาสติปัฏฐาน 4 เป็นแนวทางเทียบวัด จะเห็นว่า #พระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้เริ่มดูเข้ามา ที่จุดใดจุดหนึ่งของกาย ท่านให้รู้จักมีสติรู้ลมหายใจออกและเข้า เป็นฐานแรก ท่านให้เดินจงกรม รู้อาการเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งของทั้งกายก่อน แล้วจึงมา พิจารณากาย เป็นส่วนๆ เริ่มจากรู้โดยความเป็นของโสโครก รู้โดยความเป็นธาตุ มิใช่ให้จับตรงจุดใด จุดหนึ่งเฉยๆ อันนี้ถ้าแม่นในหลักการของพระพุทธองค์ ก็จะเห็นว่าผลนั้น ไม่ทำให้เกิดความอึดอัด คับข้อง หรือโมโหง่าย ที่โมโหง่ายนั้นก็เพราะเราข้ามขั้นตอน (แบบพระพุทธองค์) ไป บางทีด้วยการเลือกเอาเองตามใจชอบ หรือบางทีเพราะการฟังครูบาอาจารย์ ที่ท่านรู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง แล้วกลับมานั่งใหม่ ใช้กำหนดลมหายใจ ซึ่งปกติจะกำหนดแป๊บเดียว ลมหายใจจะจับ ไม่ค่อยได้
อันนี้นับว่ากลับมาหาจุดเริ่มต้นของ #พระพุทธเจ้า จะโดยบังเอิญหรือโดยรู้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ที่ทำได้แป๊บเดียว จับลมไม่ค่อยได้ ก็อาจต้องสำรวจดู ว่าเราทำตามขั้นตอนง่ายๆ ของ #พระพุทธองค์ หรือไม่ ลองอ่าน อานาปานบรรพ ที่ผมยกพระพุทธพจน์ มาแสดงตามขั้นตอน ดูนะครับ จากนั้นจะกำหนดการได้ยินที่เสียง (ชอบ #นั่งสมาธิ ในที่ที่มีเสียงดัง เพราะใช้เสียง เป็นตัวกำหนด) การจะรู้เสียงได้ต่อเนื่อง และรู้ถึงความเกิดดับของเสียง (เห็นอนิจจังของรูปในขันธ์ 5) หรือรู้ถึงความเป็นคู่อายตนะ ระหว่างหูกับเสียง - ประชุมลงที่การได้ยิน (เห็นอนัตตาของเสียง ในอายตนะ 6) อย่างน้อยต้องมีความรู้ตัวทั่วพร้อมระดับหนึ่ง มิฉะนั้นจะเหมือนแตะๆ ต้องๆ รู้ว้อบแว้บแล้วเลือนไป ไม่ทันได้เห็นอนิจจังหรืออนัตตาจริงๆ จังๆ ขอให้สังเกตว่า เรื่องการรู้เสียงกระทบนั้น อยู่ในอายตนบรรพ ซึ่งอยู่ภายใต้หมวด "ธรรม" อันยกไว้ในระดับสติขั้นสูงๆ แล้ว (แน่นอนว่าใครๆ ก็ทำได้ แต่ "ดี" แค่ไหนเป็นเรื่องน่าพิจารณาเช่นกัน) แล้วก็เปลี่ยนไปอีกคือ กำหนดความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกาย
จากการเฝ้าสังเกตทั้งตัวเองและคนอื่นมานาน ผมพบเหตุผลว่า ทำไมพระพุทธเจ้า จึงนำหมวดเวทนา ไปไว้หลังหมวดกาย คือถ้าเวทนาไม่เด่น คนทั่วไปจะแยกแยะไม่ออก ว่ากำลังสุข ทุกข์ หรือเฉย ต่อเมื่อรู้จักปีติ สุข ในสมาธิบ้างแล้ว จึงแยกออกแบบไม่ต้องใช้ความพยายาม ว่า อ๋อ ขณะนี้เราเป็นสุขนะ แปรจากสุขไปแล้วนะ อย่างนี้เรียกเฉยๆ นะ ไม่ใช่สุข ของมันจะเด่นชัดอยู่ โดยตัวเอง โดยไม่ต้องสงสัยว่า เรากำลังรู้เวทนาประเภทไหนกันแน่
ความจริงสุขทุกข์แรงๆ ในชีวิตประจำวันก็ดูได้ แต่ขณะแห่งความสุขทุกข์แรงๆ นั้น มักมีกิเลสตัณหาปนเปื้อนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยาก ที่จะให้จิตมาจ่อรู้ ว่านี่สักแต่เป็นเวทนา เวทนาอย่างนี้แปรไปแล้ว เวทนาอย่างนี้เกิดแต่เหยื่อล่อ เวทนาอย่างนี้ปราศจากเหยื่อล่อ (คืออยู่ในสมาธิ) หากอยากทำส่วนเวทนานุปัสสนาให้ได้ผล โดยคำแนะนำส่วนตัวแล้ว ขอให้ทำสมาธิให้เกิดความสงบเบาขึ้นก่อนเป็นอย่างน้อยครับ
สรุปคือไม่เคยใช้วิธีไหนแน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่ตนเจอตลอดค่ะ
ความจริงแล้ว ถ้ามีสติรู้ชัดตามสถานการณ์จริงๆ ก็จะบรรลุเป้าหมายสุดยอดของสติปัฏฐาน 4 เพราะเมื่อฝึกมาครบทุกอย่าง กระจ่างแจ้งตลอดสาย ก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้ามุ่งเน้น ให้รู้เข้ามา ในความเป็นกายใจนี้เอง ไม่จำกัดจำเพาะว่าจะให้รู้ที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือบังคับว่า ต้องเป็นรูปธรรม หรือนามธรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พระองค์จะเน้นเสมอเรื่องคุณภาพของการรู้ เช่นจะทรงใช้คำว่าให้ "รู้ชัด" หรือ "มีความตั้งมั่น เป็นกลาง อ่อนควรต่องาน" แม้ถ้าฟุ้ง จะให้ดูอย่างไร กำจัดอย่างไร ท่านก็แนะไว้หมด และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร?
ต้องยอมรับก่อนว่าทิศทางของเรายังแกว่ง และเริ่มคิดใหม่ว่า สิ่งที่เราต้องการเป็นอันดับแรก คือจุดหมายปลายทาง เราจะรู้กายใจเป็นไตรลักษณ์ เพื่อความปล่อยวาง อันนั้นยกไว้ เป็นดวงอาทิตย์นำทาง แต่ก่อนอื่น ต้องออกจากจุดเริ่มต้น เริ่ม "เดิน" ให้ถูกก้าว ถูกจังหวะ ของตนเอง ถ้าเราเป็นคนเบื่อง่าย หวังสำเร็จเร็ว ฝึกอะไรแล้วไม่ปรากฏผลทันใจ ก็รีบร้อนเปลี่ยนไป เป็นอย่างอื่น ทั้งที่ยังไม่เห็นผล เป็นจิตที่ตั้งมั่นจากกรรมฐานหนึ่งๆ ก็ต้องเริ่มแก้จากจุดนี้ครับ ลองฝึกรู้ลมหายใจ โดยไม่ต้องหลับตาก็ได้ ระหว่างวัน นึกขึ้นได้เมื่อไหร่ก็กำหนดสติเมื่อนั้น ว่าอย่างนี้หายใจออก หรือหายใจเข้า อย่าจับลมหายใจ แต่ให้จับการรู้ ว่าเรากำลังหายใจออก หรือหายใจเข้า ที่สำคัญพอรู้แล้ว อย่าให้เป็นการรู้ประเดี๋ยวประด๋าว แต่เฝ้าตามมันไปเรื่อยๆ จนรู้จักจิตที่ปักหลักอยู่กับอาการหายใจของตน พอผูกอยู่กับการรู้ลมหายใจได้ ก็ให้ถือว่าตรงนั้นเป็นการนับหนึ่งนะครับ ออกเดินก้าวแรกได้แล้ว
Cr. http://www.dharma-gateway.com/ubasok/dangtrin/dangtrin-09.htm
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 003579
