
"ร่างกายของคนเรานี่มันก็เหมือนเครื่องยนต์ ใช้มันไป ใช้มันไปมันก็ชำรุด ก็ต้องยอมรับ ยอมรับว่าร่างกายของเรานี่มัน ต้องชำรุดแน่นอน ว่าเรา...
มีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
จะต้องมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นไปไม่ได้
จะต้องมีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
แต่ว่าในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี่ เราก็มาพัฒนาตัวเราเอง ให้มีความประเสริฐ เพราะว่ามนุษย์นี่ ผู้ที่บัญญัติคำว่า มนุษย์นี่ เขารู้แล้วว่า มนุษย์มีความประเสริฐ เพราะว่า มน(มะนะ) อุตฺตระ (อุตตะระ)
มน (มะนะ) แปลว่า ใจ
อุตฺตระ (อุตตะระ) แปลว่า ประเสริฐยิ่ง
แล้วเขาเอามาสนธิเข้ากันเป็น "มนุษย์"
เราก็เลยเรียกว่าเป็นมนุษย์ มนุษย์แปลว่า มีใจอันประเสริฐเพราะว่าผู้ที่จะมาตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมาเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาตรัสรู้ไม่ได้ เป็นมนุษย์ถึงจะตรัสรู้ได้ เพราะว่ามนุษย์นี่มันมีครบ อายตนะมันมีครบ ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย และก็จิตใจ มันมีความสัมผัสที่แตะต้องได้ ทีนี้อย่างพวกเปรตอย่างนี้ มันเป็นอาทิสมานกายแตะต้องไม่ได้ มีแต่เห็นนะ เห็นภาพ แต่ตาเราธรรมดานี่มองไม่เห็น อย่างสัตว์นรก สัตว์นรกก็มี เป็นอาทิสมานกายแล้วก็ไปทนทุกข์ทรมาน แล้วถ้าจะไปเป็นเทวดา เทวดาก็เป็นอาทิสมานกาย ไม่ใช่กายหยาบอันนี้ เป็นอาทิสมานกาย อาทิสมานกายเราก็มองไม่เห็น เรามองอย่างนี้เรามองไม่เห็น คนต้องมีตาทิพย์แล้วถึงจะเห็นเทวดา เห็นสัตว์นรกพวกนี้ เพราะฉะนั้นไอ้ความเป็นมนุษย์นี่มันจึงพร้อม พร้อมด้วยกาย วาจา ใจ แล้วเราก็มีสัมผัสได้ จับต้องได้ อย่างนี้"





พระธรรมมงคลญาณ
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
คัดจากหนังสือ ธรรมะฟ้าสาง หน้า ๖๙
เรื่อง มนุษย์จะงามได้ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา
วันอังคาร ที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๘
